Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
การเรียนภาษาอาหรับในระดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยของเราขณะนี้  นับว่ามีน้อยมาก  เป็นเพราะสาเหตุใดนั้นกระผมไม่สามารถให้คำตอบได้  อาจจะเป็นผลความต้องการเรียนในระดับอุดมศึกษาในสาขานี้มีน้อยหรือว่าอย่างไรไม่ทราบนะครับ  สำหรับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรภาษาอาหรับเป็นระดับแรกของเมืองไทย ก็คือ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  ซึ่งเปิดหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต  ภาษาอาหรับ (Bachelor of Arts : Arabic) มาตั้งเเต่ปี พ.ศ. 2535  และต่อมาในปี พ.ศ. 2554 ได้เปลี่ยนหลักสูตรเป็นศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอาหรับ-ภาษาอาหรับธุรกิจ (Bachelor of Arts : Arabic Language-Business Arabic)  หลักสูตร 4  ปี


คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  ม.อ. ปัตตานี 

นอกจากนั้นก็ยังมีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ที่เปิดสอนในหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาภาษาอาหรับ  สังกัดคณะคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์  ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวเปิดสอนมาตั้งเเต่ พ.ศ. 2545  และต่อมาในปี  พ.ศ. 2551 ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรใหม่เป็นศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอาหรับ (ภาษาอาหรับและวรรณคดี)  หลักสูตร 5 ปี  รวมการเรียนเตรียมภาษาอาหรับเป็นระยะเวลาหนึ่งปี



คณะคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

นอกจากสองมหาวิทยาลัยดังกล่าวเเล้วยังมีมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ไม่ได้เปิดหลักสูตรภาษาอาหรับโดยตรง โดยเปิดสอนหลักสูตรวิชาโทภาษาอาหรับ ( ซึ่งเป็นหลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2551 สังกัดคณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลักสูตรดังกล่าวเปิดให้นักศึกษาเลือกเป็นวิชาโท หรือวิชาที่สอง  ซึ่งเรียนเเค่ 24 หน่วยกิตเท่านั้น

สามารถดาวน์โหลดหลักสูตรของมหาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรภาษาอาหรับได้ที่นี่

  • หลักสูตรเป็นหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอาหรับ-ภาษาอาหรับธุรกิจ (Bachelor of Arts : Arabic Language-Business Arabic)  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  I  ดาวน์โหลด 
  • หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอาหรับ (ภาษาอาหรับและวรรณคดี)  คณะคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  I  ดาวน์โหลด 
  • หลักสูตรวิชาโทภาษาอาหรับ ( คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง I  ดาวน์โหลด 

**ปล. ท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลอัพเดทเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว กรุณาแนะนำมาได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างบทความนี้ได้เลยครับ ((ยินดีเป็นอย่างยิ่ง))


Posted on Thursday, April 04, 2013 by poodarab

No comments

โครงการสัมมนาวิจัยครั้งแรกของผม และผองเพื่อน ที่จัดขึ้นในคาบเรียนรายวิชา 414-449 สัมมนาภาษาอาหรับ Seminar In Arabic  เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย งานนี้ทุ่มความพยายามกันอย่างเต็มที่ ถึงกับอดหลับอดนอนกันกันเลยทีเดียว อาจจะด้วยระยะเวลาศึกษาที่ผมคิดว่าสั้นมาก  แต่ถึงอย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวเเล้วคิดว่าผลงานที่ออกมาก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจอยูในระดับมาก  เรื่องที่ผมได้ทำการศึกษานั้นเป็นเรื่องเก่าที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผมเลยทีเดียว เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) นั่นก็คือเรื่อง "การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวยากรณ์ภาษาอาหรับ เรื่อง จำนวนนับ (العددوالمعدود) โดยใช้วิธีการสอนแบบนิรนัย (Deductive Method) ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอาหรับและภาษาอาหรับธุรกิจ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี"  ดูชื่อเเล้วย๊าวๆ ยาว เเต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนตัวบอกว่า "ใช้ได้" ก็โอเค เสนอชื่อให้อาจารย์ปั๊บ ผ่านฉลุยเลยครับ ขอบอกเลยว่า ก่อนที่จะได้มาซึ่งหัวข้อที่ว่าย๊าว ยาวดังกล่าวถึงกับต้องเปลี่ยนหัวข้อมาเเล้ว  เเต่อาจารย์ ดร. ที่ปรึกษาวิจัยก็ใจดีๆ อนุญาตให้เปลี่ยน ห่ะๆๆ

จะขอกล่าวถึง... แรงบันดาลจากชื่องานวิจัยดังกล่าวเกิดจากความสนใจที่จะศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนภาษาอาหรับนักศึกษา โดยเฉพาะเจาะจงไปที่เรื่องไวยากรณ์ภาษาอาหรับ  คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบกับเพื่อนที่ปรึกษาวิจัย  ก็เป็นที่ตกลงกันในหัวข้องเรื่องที่ได้บอกไปเเล้วข้างต้น  ส่วนการดำเนินการวิจัยก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในขั้นการทำใบความรู้  แบบทดสอบ  แผนการสอน  บันทึกการสอน และการลงมือสอนในชั้นเรียนจริงๆ  ก็เพราะด้วยการสนับสนุนของคณาจารย์ และเพื่อนร่วมวิจัยที่แสนดี ขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ความสำเร็จครั้งนี้  เป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่  ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นการเรียนทฤษฎีการวิจัย การสัมมนา ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการศึกษา ได้เรียนรู้การทำงานทีมเวิร์ค เเละอีกหลายๆ อย่าง  ฯลฯ  เสร็จงานเเล้ว...  ก็ต้องรอลุ้นเกรดที่จะออกมาเเล้วซิ !! จะได้ A หรือ B พรัสไม่พรัสก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป.. เเต่ใจคิดว่าคงได้เกรดดีๆ ที่สมกับระดับการทุ่มเท ตั้งใจเป็นแน่แท้  ขอให้ได้เกรดที่ได้คาดหวังไว้  ...

-- อามีน --

Posted on Sunday, February 24, 2013 by poodarab

ชื่อเรื่องวิจัย
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวยากรณ์ภาษาอาหรับ
เรื่อง จำนวนนับ (العددوالمعدود) โดยใช้วิธีการสอนแบบนิรนัย (Deductive Method) ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอาหรับและภาษาอาหรับธุรกิจ ชั้นปีที่ 1  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี
คณะผู้วิจัย
นายสุรัตน์  สุดดำ  และนายมูฮัมหมัดรอวี  แวโดยี
สาขาที่วิจัย
ภาษาอาหรับ
อาจารย์ที่ปรึกษา

อาจารย์ ดร. ไฟซ็อล  หะยีอาวัง
ปีการศึกษา
2555




บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวยากรณ์ภาษาอาหรับ เรื่อง จำนวนนับ (العددوالمعدود) โดยใช้วิธีการสอนแบบนิรนัย (Deductive Method) ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอาหรับและภาษาอาหรับธุรกิจ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี ในการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองที่มีการออกแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  ซึ่งมีศึกษาจำนวน 30 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องจำนวนนับ (العددوالمعدود) โดยใช้การสอนแบบนิรนัย ทำการสอนจำนวน 1 ชั่วโมง  สื่อประกอบการเรียนการสอนแบบใช้สื่อ Power point และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน และหลังเรียน เรื่องจำนวนนับ (العددوالمعدود) ของศึกษาชั้นปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงสรุปอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยสองกลุ่ม โดยกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระแก่กัน ( t-test  Dependent sample ) ซึ่งผลการวิจัย พบว่า

นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 เพศชาย จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33

คะแนนทดสอบความสามารถในการเรียนไวยากรณ์ภาษาอาหรับโดยใช้วิธีการสอนแบบนิรนัยของนักศึกษาชั้นปีที่ 1  ก่อนเรียนมีคะแนนสูงสุดและต่ำสุด เท่ากับ 4 และ 0 คะแนน ตามลำดับ และหลังเรียนมีคะแนนสูงสุดและต่ำสุด เท่ากับ 9 และ 1 คะแนน ตามลำดับเช่นกัน

ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ได้รับการสอนโดยวิธีการสอนแบบนิรนัย มีผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 2.27 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.29 และผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 4.07 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.12

ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวยากรณ์ภาษาอาหรับ เรื่องจำนวนนับ  (العددوالمعدود) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบนิรนัยของนักศึกษา พบว่า นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01


Download

Posted on Sunday, February 24, 2013 by poodarab

การสอบ อาจจะหมายถึงการวัดระดับความสามารถทางความรู้เเต่ของตัวเราที่ได้ศึกษามาตลอดระยะเวลาครึ่งเทอม หรือหนึ่งเทอม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น อาจจะมีเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างปะปนกันไป บางครั้งความเข้าใจเกิดจากความตั้งใจ และความขยัน มานะบากบั่น และบางครั้งความไม่เข้าใจก็เกิดขึ้น เพราะความขี้เกียด หรือการด้อยความสามารถของตัวเราเองก็เป็นได้ เเต่ถึงอย่างไรทุกอย่างล้วนมีปัจจัยและสาเหตุ   ตัวเราอาจคือคนให้คำตอบได้ดีที่สุด ... ณ ตอนนั้น

การทดสอบกลางภาคหรือปลายภาค คือ เสี้ยวหนึ่งของวิชาการที่เราได้รับจากห้องเรียน เรามักจะเห็นในข้อสอบซึ่งเนื้อหาในเปเปอร์ชีท น้อยนักที่อาจารย์จะออกสอบนอกเหนือจากที่เราได้เรียนในห้องแคบๆ สี่เหลี่ยม ที่แออัดไปด้วยนักศึกษา  เเต่ถึงอย่างไรก็ตามความรู้ในห้องเรียน คือ สิ่งสำคัญในการต่อยอดความรู้ ความคิด  และนี่..ก็คงเป็นหน้าที่ของเราอีกเช่นกัน ในการแสวงหาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมาด้วยตัวเรา คิดๆ ดู มันก็แสนจะลำบาก  เพราะโดยธรรมชาติของคนไทย หรือมนุษย์ หากไม่มีผู้ชี้นำ หรือผู้สอนก็ไม่ยอมทำ ไม่ยอมศึกษา  ...


การศึกษา ย่อมมาควบคู่กับการสอบ  การสอบคือตัวชี้วัดความสามารถบุคคลที่เห็นได้เด่นชัด  ความรู้ความสามารถย่อมวัดกันได้จากตรงนี้ เเต่บางสิ่งบางอย่างก็ไม่สามารถวัดได้เสมอไป  บางครั้งการสอบ คือ ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่สมองอาจจะทำงานหนัก ต้องจำโน้น จำนี่มากมาย เเต่พอพ้นเวลาช่วงสอบไป แมมโมรี่ความจำก็ถูกลบออกไปโดยอัตโนมัติ ความรู้ที่ได้เพื่อการสอบ ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

บางครั้งสุดศาสตร์ความรู้ก็ต้องค่อยๆ เลือนลางจางหายไปด้วยระยะเวลาอันสั้นจากผลของการจดจำ  ว่ากันง่ายๆ ก็คือ "เรียน ๆจำๆ เพื่อสอบ"    ดังนั้นการสอบก็ไม่ใช่ตัวแปรสำคัญในการวัดระดับความรู้ของคน  ผมคิดว่าประสบการณ์ นี่เเร่ะ คือความรู้ที่มั่นคงถาวรณ์ เพราะสิ่งนี้ได้มาด้วยตัวเราผ่านการตกผลึกทางความคิด ผ่านความสามรถของบุคคล และนั้นคือ ความรู้จากประสบการณ์ตรง ที่หาได้ยากจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมนั่นเอง ...

การสอบครั้งสุดท้ายในหมาวิทยาลัย อาจจะไม่ใช่การสอบครั้งสุดท้ายของชีวิตเรา ... เพราะหลังจากนี้เราจะต้องถูกทดสอบจากข้อสอบของคนในสังคมอีกหลายหน้า หลายตอนของชีวิต ขอให้เราใช้ประสบการณ์ ความสามารถของเราที่ได้สั่งสมมาตลอดระยะสี่ปีห้าปีในรั้วมหาวิทยาลัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและสังคมให้มากที่สุด ...

"
....ชีวิต เปรียบเสมือนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่  มีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้  ไม่เคยสัมผัส 
จงทะยานไปด้วยหวัง ความมุ่งมั่นที่บริสุทธิ์เเล้วคุณจะพบกับสิ่งดีๆ มากมาย ... 

"

ขอบคุณภาพจาก FB @  Fa-esah Wasoh


Posted on Saturday, February 23, 2013 by poodarab


วันนี้ได้มีโอกาสอ่านหนังสือศาสนาเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการอ่าน แค่ได้อ่านคำนำผู้แปลเสร็จ  จึงทำให้ตัวเองต้องหวนมาแลมองพฤติกรรมการอ่านของตัวเอง ... เเต่ก่อนพิจารณาตัวเอง ก็อยากที่จะทราบถึงเรื่องของพฤติกรรมการอ่านของคนไทยขึ้นมา  เอ่อ !!??... ที่ว่าคนไทยอ่านหังสือปีละไม่เกิน 6 บรรทัด  มันจริงรึปป่าว ??  จึงลองเข้าไปเสิร์ชๆๆ ดูในกูเกิลเพื่อพิสูจน์ความจริง ก็ได้พบกับผลวิจัยที่น่าสนใจ ...

สำรวจสถานการณ์การอ่านของคนไทย
      ปี 2548 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ไม่อ่านหนังสือถึง 22.4 ล้านคนหรือเกือบ 40% ของประชากรทั้งประเทศ  ด้วยเหตุผล
1. ชอบดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุมากกว่า
2. เด็กอายุ 10 -14 ปี กว่า 60% ให้เหตุผลในการไม่อ่านหนังสือว่า เพราะไม่ชอบ และไม่สนใจ
ส่งผลให้สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยเฉลี่ยเพียงปีละ 2 เล่ม ซึ่งนับว่าต่ำมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
1. สิงคโปร์ มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40 – 50 เล่ม
2. เวียตนาม มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม
สถิติการอานหนังสือของคนไทย ปี 2551
สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจเรื่อง การอ่านหนังสือของคนไทย พบว่าคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไปอ่านหนังสือ (ที่ไม่ใช่หนังสือเรียนหรือเพื่องาน) 66.3%

ประเภทหนังสือที่อ่านมากที่สุด คือ
1. หนังสือพิมพ์ 71 % (ใกล้เคียงกับประเทศออสเตรเลีย ร้อยละ 77.3)
2. นิยาย / การ์ตูน 38.8 %
3. นิตยสาร 35.4 %

แยกกลุ่มตามวัยพบว่า

1. กลุ่มวัยเด็กอ่าน 81.5 %
2. กลุ่มเยาวชนอ่าน 78.6%
3. กลุ่มทำงาน 64.3%
4. กลุ่มผู้สูงอายุ 39.3%

แยกตามเพศพบว่า

1. ชายอ่าน 67.5%
2. หญิงอ่าน 65.1%

ในกลุ่มเด็กเล็กพบว่า
1. เด็ก กทม. อ่านมากที่สุด คือ 45.3 %
2. เด็กอีสานอ่านน้อยที่สุด 31.3 %


     อย่างไรก็ตามคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยลงเฉลี่ย 51 นาทีต่อวัน ในปี 2548 เหลือ 39 นาทีต่อวัน ในปี 2551 มีกลุ่มเยาวชนอ่านหนังสือมากที่สุด 46 นาทีต่อวัน
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเเห่งชาติ (สสช.)

พฤติกรรมการอ่านของคนไทยปี 2552
     ในปี 2552 ประชาชนซื้อหนังสืออ่าน (ไม่รวมหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือวารสาร) ร้อยละ 70.70 และไม่ซื้อ ร้อยละ 29.30 หากซื้อหนังสือจะซื้อหนังสือที่ให้ความรู้ เช่น ประวัติสาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ร้อยละ 15.98 ,หนังสือการ์ตูน ร้อยละ 15.94 นิยายวัยใสร้อยละ 14.29 ,หนังสือประเภท how to ร้อยละ 13.91 ,หนังสือที่เขียนโดยคนดังร้อยละ 9.95 ,หนังสือธรรมะ ร้อยละ 9.15 ,หนังสือเด็กและเยาวชน ร้อยละ 7.69 ,หนังสือดวงชะตา ร้อยละ 6.60 ,หนังสือบุญกรรม ร้อยละ 594 และหนังสืออื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ร้อยละ 0.57


 เหตุผลที่ประชาชนไม่ซื้อหนังสืออ่าน
     หาอ่านได้จากห้องสมุดหรือแหล่งอื่นได้จึงไม่ต้องซื้อ ร้อยละ 22.64 ,ไม่มีเวลาซื้อ ร้อยละ 21.62 ,ราคาแพง ร้อยละ 17.97 ,ไม่ชอบอ่าน ร้อยละ 14.33 ,ไม่มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ร้อยละ 13.31 ,หนังสือส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพ ร้อยละ 5.01 ,เหตุผลอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ร้อยละ 2.62 และอ่านหนังสือไม่ออก ร้อยละ 2.50
ที่มา : ศรีปทุมโพล โดย ดร.ปิยากร  หวังมหาพร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยมหาวิทยาลัยศรีปทุม ปี 2552


บทความที่ว่า ...

"
.
.
.
.

การอ่านนับว่าเป็นวาระหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์

คำสั่งแรกที่อัลลอฮฺ ใช้ให้มนุษย์ปฏิบัติคือ การอ่าน, ถูกบัญญัติก่อนการละหมาด, การถือศีลอด, การจ่ายซะกาต, การสั่งใช้ให้ทำความดีและห้ามปรามความชั่ว, และก่อนทุกๆ คำสั่งจะปรากฏในอัลกุรอาน การอ่านถือว่าเป็นคำสั่งแรก
ญิบรีลสอนให้นบีอ่านก่อนท่านนบีจะรูว่าผู้สอนคือ “ญิบรีล”
ก่อนที่ท่านนบีจะรู้ว่าสิ่งที่อ่านคือ “อัลกุรอาน”
ก่อนที่ท่านนบีจะรู้ว่าสิ่งนั้นมาจาก “อัลลอฮฺ”
และก่อนที่ท่านจะรู้ว่าตนเองกำลังจะเป็น “นบี”

 การอ่านจึงไม่ใช่กิจกรรมธรรมดาอีกต่อไปนับแต่โองการ “จงอ่าน” ถูกประทานลงมาจากฟากฟ้า
.
.
.
.

”

Posted on Tuesday, February 19, 2013 by poodarab