ดูไบเป็นรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีความเจริญของเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีการเติบโตในทุกๆ ด้านอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยตึกระฟ้าที่ผุดขึ้นมาทุกวันราวกับดอกเห็ด กล่าวกันว่าปั่นจั่น 70% ของโลกถูกรวมไว้อยู่ที่เมืองแห่งนี้ สิ่งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งของเมืองดูไบได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นดูไบยังเป็นเมืองที่เปิดเสรีด้านการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุน มีการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ จึงทำให้เมืองดูไบเต็มไปด้วยนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และคนงานจากหลากหลายเชื้อชาติที่หลั่งไหลเข้ามาจากทั่วทุกมุมโลก การใช้ชีวิตของผู้คนที่นั่นจึงค่อนข้างเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ดังนั้นการทำความเข้าใจภาษา สังคม และวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสารของคนส่วนใหญ่ สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้ไปเยือนดูไบ อาจจะคิดว่าดูไบเป็นเมืองอาหรับที่ผู้คนต่างใช้ภาษาอาหรับในการสื่อสาร แต่เปล่าเลย!! คนส่วนใหญ่ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง จีน อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ หรือแม้กระทั่งคนอาหรับเองสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่พวกเราทั้ง 4 คน ได้มีโอกาสไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้ชีวิตอยู่ในในดูไบ ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญของพวกเราที่ได้ไปศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำในดูไบอย่างมหาวิทยาวอลลองกองในดูไบ (University Of Wollongong in Dubai : UOWD) ทุกวันพวกเราจะโดยสารรถประจำมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็แท็กซี่ไปยังมหาวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลมากนักจากโรงแรมที่พัก โดยทุกวันพวกเราจะใช้เวลาเรียนในห้องเรียนเพียงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากเลิกเรียนพวกเรามักจะนั่งเมตโทรดูไบ หรือรถไฟฟ้าตะเวนเที่ยวชมเมืองดูไบเพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นั่น พวกเราได้พบเจอและพูดคุย สื่อสารกับคนต่างชาติตลอดจนชาวอาหรับในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซูก (ตลาด), ห้างสรรพสินค้า, สวนสาธารณะ, มัสยิด, พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ส่วนในวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเรามักจะมีนัดกับพี่ๆ จากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางกงสุลใหญ่ฯ ได้จัดขึ้น เช่น กิจกรรมแข่งกีฬาโบว์ลิ้งการกุศลกับสมาคมคนไทยในยูเออี, กิจกรรมเยี่ยมเยือนนักเรียนไทยในอาบูดาบีย์, กิจกรรมร่วมเชียร์ทีมไทยในการแข่งขันวอลเล่บอลชิงแชมป์เอเชีย, กิจกรรมเที่ยวซาฟารี สัมผัสวิถีชาวเบดูอิน เป็นต้น ซึ่งทุกกิจกรรมที่ทางกงสุลใหญ่ฯ ได้จัดขึ้นนั้น ล้วนแล้วเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และสร้างรอยยิ้ม ความสุข สนุกสนานให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก

ส่วนบรรยากาศการเรียนการสอนในชั้นเรียนอาจารย์ผู้สอนซึ่งเป็นชาวอียิปต์จะมุ่งเน้นให้พวกเราได้เน้นการมีส่วนร่วม โดยการพูดแสดงมุมมอง ความคิดเห็น ผ่านกิจกรรมการนำเสนอหน้าชั้นเรียน ทุกวันอาจารย์จะมอบหมายการบ้านให้พวกเราได้ฝึกฝน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเขียนเรียงความ รายงาน และไดอารี่จากผลการศึกษาด้วยตนเองทั้งในและนอกห้องเรียนผ่านหัวข้อที่อาจารย์ได้กำหนดไว้ในแต่ละวัน เช่น การเขียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมการแต่งงานของชาวไทยและชาวอาหรับ การเขียนไดอารี่ และการเขียนเล่าเรื่องจากการได้ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในดูไบ ตลอดจนการเขียนเล่าถึงความประทับใจ เป็นต้น และอีกหนึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ที่อาจารย์ได้จัดขึ้น ก็คือ กิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน กิจกรรมนี้จัดขึ้นทุกวันพฤหัสฯ ซึ่งพวกเราได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษา สังคม และวัฒนธรรมร่วมกับนักศึกษาต่างชั้นเรียน ซึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติ พวกเราได้มีโอกาสร่วมศึกษา เรียนรู้ร่วมกันจากการได้ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในดูไบ อาทิ เช่น มัสยิดจุไมร่า (Jumeirah Mosque) มัสยิดประจำเมืองดูไบ, ร้านอาหารอาหรับเลบานอน Bazerkan , พิพิธภัณฑ์ดูไบ (Dubai Museum), ซูกหรือตลาด (Souk), ห้างสรรพสินค้าอิบนุ บัฏฏูเฏาะฮฺ (Ibn Battuta Mall) เป็นต้น ทุกกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนนั้น ทำให้พวกเราได้เรียนรู้ภาษา สังคม และวัฒนธรรมของชาวอาหรับได้เป็นอย่างดี ตลอดจนได้สัมผัสกลิ่นอายของวัฒนธรรมอาหรับอย่างแท้จริงอีกด้วย

ส่วนความประทับใจในเมืองดูไบนั้นมีหลายอย่างที่พวกเราต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยครับว่า มันสุดยอดจริงๆ !! ดูใบเป็นเมืองที่ครองความเป็นสุดไว้ในหลายๆ เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกัน เช่น ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกอย่าง บุร์จคอลีฟะฮ (Burj Khalifa) , ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ดูไบมอล (Dubai Mall), โรงแรมสุดหรูระดับ 7 ดาว บนเกาะเทียมที่สูงที่สุดในโลกอย่าง โรงแรมบูร์จดูไบ (Burj al-Arab), โครงการหมู่เกาะต้นต้นปาล์มที่มีแห่งเดียวของโลก, น้ำพุเต้นระบำที่ใหญ่และสูงที่สุดในโลก, โกว์ซูก หรือตลาดทอง (Gold Souk) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฯลฯ แต่สิ่งที่ประทับใจพวกเรามากที่สุดคงจะเป็นตึกระฟ้าบูร์จคอลีฟะฮฺที่ยืนสูงตระหง่าน โดดเด่นคู่เมืองดูไบ บูร์จคอลีฟะฮฺอาจจะถือว่าเป็นพระเอกของเมืองนี้ไปแล้วก็ว่าได้ ไม่ว่าเราอยู่ที่ใดในดูไบก็สามารถมองเห็นมันได้ทุกที่ทุกเวลา และอีกหนึ่งสิ่งที่เราประทับใจและหลงใหลในความงามของมัน นั่นก็คือ โรงแรมบูร์จอัลอาหรับ สถานที่แห่งนี้อาจถือได้ว่าเป็นนางเอกหรือสัญลักษณ์ของดูไบก็ว่าได้ หากเราเดินเล่นตลอดชายหาดจุไมร่า เราก็จะเห็นมันยืนตระหง่านอวดความงามให้เราเห็นคู่กับชายหาดจุไมร่าซึ่งชายหาดประจำเมืองดูไบนั่นเอง

นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่พวกเราได้ไปเยือนและรู้สึกประทับเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ มัสยิดเชคซายิด บิน สุลฏอน อาล นะฮฺยาน (Sheikh Zayed Grand Mosque) หรือที่ชาวเมืองรู้จักกันดีในชื่อ มัสยิดเชค ซายิด, มัสยิดอัลกะบีร หรือมัสยิดเชค ซายิด อัลกะบีร ตั้งอยู่ในเมืองอบูดาบีย์ (เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มัสยิดแห่งนี้ถูกจัดว่าเป็นมัสยิดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นสถานที่ฝังพระศพของเชคซายิด เจ้าผู้ครองนครรัฐอาบูดาบีย์และประธานาธิบดีคนแรกของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สถานที่แห่งนี้มีโดดเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องของสถาปัตยกรรมอิสลามร่วมสมัยที่ครองความเป็นสุดยอดไว้ในหลายๆ เรื่องด้วยกัน เช่น มัสยิดแห่งนี้มีโดมหลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผืนพรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นต้น บอกได้ประโยคเดียวเลยว่า “มันช่างยิ่งใหญ่ และวิจิตรบรรจงอะไรเช่นนี้ !!”

ในการนี้ต้องขอขอบพระคุณทางสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ที่หยิบยื่นโอกาสดีๆ แบบนี้ให้กับพวกเราทั้ง 4 คนใน การได้มาศึกษาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าในการเปิดโลกทัศน์เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิตในการเรียนรู้ภาษา สังคม และวัฒนธรรมในต่างประเทศ และในวาระเดียวกันนี้ต้องขอขอบพระคุณพี่ๆ กงสุลผู้ใจดีอย่างพี่อ้อม พี่ชาลี ลุงสำราญ พี่ป่าน พี่กรณ์ และพี่ตั้ล จากไทยเทรดที่คอยดูแลช่วยเหลือพวกเรา และคอยเป็นไกด์พาเที่ยวตลอดระยะเวลาในการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

ขอขอบพระคุณท่านคณะบดี อาจารย์อาหวัง ล่านุ้ย รองคณะบดี อาจารย์บดินทร์ แวลาเต๊ะ หัวหน้าภาควิชาตะออก อาจารย์อัสมิง กาเซ็ง และคณาจารย์ทุกท่านในแผนกภาษาอาหรับ ที่ส่งเสริมและผลักดันให้เกิดโครงการดีๆ แบบนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีถัดไปโครงการนี้จะยังคงมีต่อไป เพื่อสร้างโอกาสกาเรียนรู้ภาษา สังคม และวัฒนธรรมอาหรับให้แก่นักศึกษาในเอกภาษาอาหรับของเรา เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ และพัฒนาระดับภาษาให้สูงขึ้นไป

ติดตามพวกเราได้ที่ http://huso4dubai.blogspot.com

Posted on Tuesday, November 26, 2013 by poodarab

No comments

บูร์จคอลีฟะฮฺ (ٍبُرْجُ خَلِيْفَة) ถือว่าเป็นตึกที่ครองความโดดเด่นซึ่งความเป็นที่สุดของโลกไว้หลายๆ อย่างด้วยกัน  เเต่ก่อนจะไปรู้จักถึงความสุดยอดของตึกระฟ้าแห่งนี้  อยากให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับชื่อเสียงเรียงนามของมันกันสักนิดนึง ...

บูร์จคอลีฟะฮฺ หรือที่คนไทยเรียกเพี้ยนตามสำเนียงไทยๆ ไปว่า "เบิร์จคาลิฟา" ตึกนี้ตั้งอยู่ที่เมืองดูไบ หรือรัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ตึกระฟ้าแห่งนี้ถือว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่ ณ ขณะนี้  เเต่เดิมตึกนี้ชื่อว่า "บูร์จดูไบ" (برج دبي : หอคอยดูไบ)  แต่ภายหลังได้ถูกเปลี่ยนเป็น "บูร์จคอลีฟะฮฺ" (برج خليفة)  ตามพระนามของเชค คอลีฟะฮฺ ไซยิด อาล นะฮฺยาน (شيخ خليفة بن زايد آل نهيان) เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบี  และประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  เพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์นั่นเอง ...



ตึกบูร์จคอลีฟะฮฺ برج خليفة (Burj Khalifa) สร้างโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน ชื่อว่า เอเดรียน สมิธ ภายใต้สโลแกนในการสร้างที่ว่า "من الرمل إلى السحاب" (From The Earth To The Sky)  : จากพื้นโลกาสู่ผืนเวหาอันสวยงาม- ผู้แปล ตึกแห่งนี้มีแรงบันดาลใจในการสร้างมาจากดอกลิลลี่ที่กำลังเบ่งบาน  ซึ่งถ้าหากมองลงมาจากด้านบนตัวตึกจะสังเกตฐานตึกคล้ายกับดอกลิลลี่กำลังเบ่งบานอยู่นั่นเอง ...




ความสุดยอดของตึกบูร์จคอลีฟะฮฺ  (Burj Khalifa)

  1. ความสูง  828 เมตร  162 ชั้น ชิงแชมป์ตึกไทเป 101 ของไต้หวันที่สูงที่สุดก่อนหน้านี้ 
  2. สามารถมองเห็นตึกนี้ด้วยระยะไกลถึง 95  กิโลเมตร 
  3. ตลอดระยะการก่อสร้างใช้จำนวนแรงงานถึง  12,000 คน หรือมากกว่า 80 ชาติ (ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง)
  4. ปล่อยลิฟต์ยาวที่สุดในโลก 514 เมตร มีลิฟต์ทั้งสิ้น 57 ตัว 
  5. น้ำหนักตึกเปล่าไม่รวมการตกแต่ง หนักถึง  500,000 ตัน
  6. สามารถต้านแรงลมได้ถึง 198  กม./ช.ม. เเต่ถ้าหากปะทะเเรงลมที่มากกว่าตึกสามารถเอนไหวได้ถึง 6 ฟุต เพื่อรักษาความมั่นคงของตึกไว้
  7. มีกระจกทั้งสิ้น  28,601 บาน
  8. มีลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วถึง 65 กิโลเมตร/ช.ม. หรือคิดเป็น  18 เมตร/วินาที  
  9. พื้นที่อสังหาริมทรัพย์ในส่วนของชั้นด้านบนตึกเปิดให้ซื้อขายด้วยราคาตารางเมตรละ  38,000 ดอลล่า (คิดเป็นเงินไทย 1,256,000 บาท/ตารางเมตร)
  10. มีภัตตาคารที่สูงที่สุดในโลก อยู่ที่ชั้น  122
  11. มีจุดชมวิวที่สูงที่สุดในโลก  อยู่ที่ชั้น   124
  12. มีมัสยิดที่สูงที่สุดในโลก  ตั้งอยู่ที่ชั้น  158  ฯลฯ  

ข้อมูลจาก  http://bit.ly/158ecvk
**ปล.  12+ ท่านผู้ใดทราบถึงความเป็นที่สุดของตึกระฟ้าแห่งนี้สามารถแชร์ความรู้มาได้ที่คอมเม้นด้านล่างน่ะครับ ((ชุกรอน : ขอบคุณครับ))




Posted on Friday, April 12, 2013 by poodarab

No comments


คนเราทุกคนต่างมีเป้าหมายในชีวิต แต่บางคนเคว้งคว้างหาทางฝันหรือเป้ามายยังไม่เจอ คนเหล่านั้นคือ คนที่ไม่รู้จักตนเองดีพอ  ดังนั้นเเล้วคนเราต้องมีเป้ามายที่ชัดเจน คนที่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน คือ  "คนที่ฉลาดคิด"  ความมุ่งมั่นฝ่าฟันเดินสู่ทางฝันของเขาจะคอยผลักดันเขาสู่ความสำเร็จไม่วันใดก็วันหนึ่ง  หากเเม้นทางที่มุ่งสู่เป้าหมายนั้นจะเต็มไปด้วยขวากหนาม  เชื่อเหลือเกินว่าสักวันหนึ่งคำว่า "ความสำเร็จ" จะมาเคาะประตูบ้านคุณเเล้วเอ่ยวาจาทายทักว่า "จงลิ้มรสความสำเร็จเถิด!!"

Posted on Friday, April 05, 2013 by poodarab

No comments